โรคกระดูกพรุน
ในระหว่างวัยเด็กและวัยหนุ่มสาว กระดูกของคนเราจะมีการเจริญเติบโตตลอดเวลา โดยจะขึ้นถึงจุดสูงสุดในช่วงอายุ 20 – 30 ปี หลังจากนี้ กระดูกจะเริ่มบางลงอย่างช้า ๆ และปัจจัยที่เป็นตัวเร่งให้กระดูกบางมากขึ้น ก็คือ โรคกระดูกพรุน นั่นเอง
โรคกระดูกพรุน เป็นภาวะที่ความหนาแน่นของกระดูกต่ำ เนื่องจากแคลเซียมไม่ไปจับที่มวลกระดูก ส่งผลมีความเสี่ยงที่กระดูกจะหักมากขึ้น หากได้รับการกระแทกแม้เพียงเล็กน้อย
ปกติโรคกระดูกพรุน จะไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า จนกว่าจะมีกระดูหักครั้งแรก โดยเฉพาะในส่วนของกระดูกข้อมือ กระดูกสะโพกและกระดูกสันหลัง อาจเกิดอาการปวดเรื้อรัง เนื่องจากกระดูกต่าง ๆ ผิดรูปร่างไป และอาการแทรกซ้อนจากกระดูกหัก เช่น แผลกดทับนี้เอง ที่เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะทุพพลภาพหรือเสียชีวิตในที่สุด
จากการศึกษาเพิ่มเติมพบว่า โรคกระดูกพรุนไม่ได้เกิดเฉพาะกับผู้ญิงเท่านั้นผู้ชายก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน เช่น กัน กล่าวคือ ในผู้ชายเองก็มีการลดระดับของฮอร์โมนเทสทอสเตอโรนเช่นกัน แต่จะเป็นไปอย่าง ช้า ๆ จนเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ(65 ปีขึ้นไป) ระดับฮอร์โมนดังกล่าวจะลดลงจากปกติถึง 30 % ซึ่งเป็นสาเหตุให้กระดูกบางลง
ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ.. ถึงแม้ว่าการแตกหักของกระดูกในผู้ชายจะมีน้อยกว่าผู้หญิงแต่เมื่อพวกเขามีกระดูกหักเกิดขึ้น จะมีระดับความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าผู้หญิง
แคลเซียม เป็นแร่ธาตุที่สำคัญยิ่งต่อร่างกาย เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างแคลเซียมเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหาร
หน้าที่หลักของแคลเซียมคือเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกและฟัน นอกจากนี้ยังช่วยควบคุมการทำงานต่าง ๆ เช่น การเต้นของหัวใจ การหดตัวของกล้ามเนื้อ การทำงานของระบบประสาท การทำงานของเอนไซม์ การแข็งตัวของเลือดเมื่อมีบาดแผล
ดังนั้น การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมอย่างเพียงพอควบคู่กับการออกกำลังกาย จะช่วยเพิ่มความหนาแน่ให้มวลกระดูกของเราได้
ข้อมูลทางโภชนาการพบว่าในแต่ละวัน... เด็กควรได้รับแคลเซียมประมาณ 800-1500 มก.
ผู้ใหญ่ควรได้รับแคลเซียมประมาณ 1000 มก.
ผู้สูงอายุควรได้รับแคลเซียมประมาณ 1500 มก. |